วันอังคารที่ 23 สิงหาคม พ.ศ. 2554

สุสานจิ๋นซีฮ่องเต้

สุสานจิ๋นซีฮ่องเต้


สุสานจิ๋นซีฮ่องเต้ คือมหาสุสานของจักรพรรดิจีน จิ๋นซีฮ่องเต้ (ฉินสื่อหวงตี้) แห่งราชวงศ์ฉิน  อยู่ที่เชิงเขาหลีซัน ตั้งอยู่ที่ตำบลหลินถง ห่างจากเมืองซีอาน มณฑลฉ่านซี ประเทศจีน ปัจจุบันสุสานจิ๋นซีฮ่องเต้ ได้รับการขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลกเมื่อปี ค.ศ.1987 และถือเป็นสถานที่ท่องเที่ยวอันดับหนึ่งของเมืองซีอาน
    ตามประวัติ สุสานจิ๋นซีฮ่องเต้เริ่มก่อสร้างในสมัยจิ๋นซีฮ่องเต้ ใช้ระยะเวลาก่อสร้างประมาณ 38 ปี ตั้งแต่ปี 246 - 208 ก่อนคริสตกาล ซึ่งอาณาเขตพื้นที่ของสุสานรวมทั้งสิ้น 2,180 ตร.กม. แบ่งออกเป็นพระราชฐานชั้นในและพระราชฐานชั้นนอก ภายในสุสานใช้บรรจุพระบรมศพของจิ๋นซีฮ่องเต้ ทรัพย์สมบัติต่าง ๆ ตลอดจนกองกำลังทหาร นางสนมและนางกำนัล รถม้าและขุนพลทหาร ที่สร้างมาจากดินเผา จำนวนมาก เพื่อเป็นตัวแทนของข้าราชบริพารในการร่วมเดินทางไปยังปรโลกของจิ๋นซีฮ่องเต้
     โครงสร้างและสถาปัตยกรรมโดยรวมของสุสาน มีพื้นที่เป็นรูปสี่เหลี่ยมผืนผ้า มีความลึกเฉลี่ย 35 เมตร กว้าง 145 เมตร และ ยาว 170 เมตร สำหรับห้องบรรจุพระบรมศพอยู่จุดกึ่งกลางของสุสาน มีความสูง 15 เมตร มีขนาดพื้นที่และความใหญ่โตมโหฬาร สำหรับภายใน ในส่วนที่ก่อสร้างจากหินนั้นยังคงได้รับการปิดผนึกอย่างดีโดยคงสภาพเดิมเอาไว้ และไม่เคยผ่านการขุดและรื้อทำลายมาก่อน โดยโครงสร้างของสุสานดังกล่าว มีรูปแบบโครงสร้างและการจัดสร้างที่มีความสลับซับซ้อน ขนาดของสุสานมีขนาดมหึมา ยิ่งใหญ่สมพระเกียรติของจักรพรรดิจีนผู้รวบรวมประเทศจีนให้เป็นปึกแผ่น
     สุสานจิ๋นซีฮ่องเต้ได้ค้นพบโดยบังเอิญเมื่อ 29 มีนาคม พ.ศ. 2517 โดยชาวนาในหมู่บ้านซีหยาง ในขณะที่ขุดดินเพื่อทำบ่อน้ำ บริเวณเชิงเขาหลีซาน ห่างจากตัวเมืองซีอาน ไปทางทิศตะวันออกประมาณ 35 กม. โดยในระหว่างที่ขุดนั้น ก็บังเอิญพบกับซากของทหารดินเผา ที่ทราบภายหลังว่ามีอายุมากกว่า 2,000 ปี ปัจจุบันรัฐบาลจีนขุดค้นพบวัตถุโบราณที่เป็นกองทัพทหารดินเผา สรรพาวุธ รถม้าและม้าศึก จำนวนทั้งสิ้นกว่า 7,400 ชิ้น ภายในบริเวณพื้นที่หลุมสุสานกว่า 25,000 ตร.ม. มีการคาดคะเนว่าอาณาเขตของสุสานจิ๋นซีฮ่องเต้จะมีพื้นที่มากกว่า 2,180 ตร.กม. สุสานจิ๋นซีฮ่องเต้ได้รับการคัดเลือกให้เป็นมรดกโลกทางวัฒนธรรมในปี พ.ศ. 2530

กำแพงเมืองจีน

กำแพงเมืองจีน

กำแพงเมืองจีน
中国国际广播电台

       กำแพงเมืองจีนถือกันว่า เป็น 1 ใน 7 สิ่งมหัศจรรย์ของโลก มีระยะทางยาวกว่า 7,000 กิโลเมตร เป็นสิ่งก่อสร้างในกิจการป้องกันทางการทหารที่มีขนาดใหญ่ที่สุดและใช้เวลาสร้างนานที่สุดในโลกสมัยโบราณ เมื่อปี 1987 กำแพงเมืองจีนได้รับคัดเลือกให้เป็นมรดกโลก งาน สร้างสรรค์กำแพงเมืองจีนเริ่มขึ้นตั้งแต่ศตวรรษที่ 9 ก่อนคริสต์ศักราช ผู้ปกครองของจีนในสมัยโน้นได้สร้างกำแพงเมืองเชื่อมป้อมและป้อมไฟสัญญาณแจ้งเหตุในเขตชายแดนเข้าด้วยกันเพื่อป้องกันการรุกรานจากชนชาติส่วนน้อยในภาคเหนือ ถึงสมัยชุนชิวจ้านกั๋ว เจ้าผู้ครองแคว้นต่าง ๆ ของจีนพากัน แย่งชิงความเป็นใหญ่ เกิดสงครามระหว่างกันไม่ขาดสาย จึงได้สร้างกำแพงเมืองตามเทือกเขาใน เขตชายแดนเพื่อป้องกันฝ่ายตรงข้าม ถึงปี 221 ก่อนคริสต์ศักราชจักรพรรดิจิ๋นซีได้รวมจีนเข้าเป็นเอกภาพและได้เชื่อมกำแพงเมืองในแคว้นต่าง ๆ เข้าด้วยกัน เพื่อป้องกันการรุกรานจากชนชาติ ส่วนน้อยแถบทุ่งหญ้าอันกว้างไพศาลในมองโกเลีย กำแพงเมืองจีนในสมัยนั้นมีระยะทางยาวกว่า 5,000 กิโลเมตร หลังจากนั้น ผู้ปกครองของจีนในสมัยราชวงศ์ฮั่นได้สร้างกำแพงเมืองจีนต่อจนมี ระยะทางยาวกว่า 10,000 กิโลเมตร ในช่วงระยะเวลากว่า 2000 ปี ผู้ปกครองของจีนในสมัยต่าง ๆ ต่างก็เคยสร้างกำแพงเมืองมากบ้างน้อยบ้าง รวม ๆ แล้วมีระยะทางยาวกว่า 50000 กิโลเมตร  ซึ่งสามารถล้อมโลกได้เกิน 1 รอบ
โดยทั่วไปแล้ว กำแพงเมืองจีนในปัจจุบันหมายถึงกำแพงเมืองจีนสมัยราชวงศ์หมิง (ค.ศ.1368 -ค.ศ.1644)ระหว่างด่านเจียอี้กวนในมณฑลกันซู่ทางภาคตะวันตกถึงริมฝั่งแม่น้ำยาลู่ในมณฑลเหลียวหนิงทางภาคตะวันออกเฉียงเหนือของจีน ผ่าน 9 มณฑล นครและเขตปกครองตนเอง ของจีนโดยมีระยะทางยาวรวม 7300 กิโลเมตร เท่ากับ 14000 กว่าลี้ จึงได้ชื่อว่า กำแพงหมื่นลี้
โดยทั่วไปแล้ว ด้านนอกของกำแพงเมืองจีนก่อด้วยอิฐก้อนใหญ่และแกนหินข้างในถมด้วยดินเหลืองและเศษหิน ความสูงประมาณ 10 เมตร สันกำแพงเมืองจีนกว้าง 4 ถึง 5 เมตร ให้ม้า 4 ตัวไปพร้อมกันได้ เพื่ออำนวยความสะดวกในการเคลื่อนย้ายทหาร ขนส่งอาหารและอาวุธยามศึก ด้านในของกำแพงเมืองมีประตูที่ทำบันไดหินไว้ การขึ้นลงสะดวกมาก ทั้งได้สร้างป้อมและป้อม จุดไฟสัญญาณแจ้งเหตุเป็นช่วง ๆ ป้อมเป็นที่เก็บอาวุธ อาหารและที่พักของทหาร ยามศึก ก็จะใช้เป็นที่กำบังได้ ถ้ามีศัตรูรุกเข้ามา ก็จะจุดไฟสัญญาณให้มีควันขึ้นบนป้อมแจ้งเหตุเพื่อส่งข่าว ไปยังทั่วประเทศทันที
ปัจจุบัน กำแพงเมืองจีนไม่มีสมรรถนะในการใช้เป็นป้อมรับศึกอีกแล้ว แต่ก็ยังเป็นสิ่งที่น่าทึ่งในฐานะสถาปัตยกรรมอันสง่างามอย่างหนึ่งที่มีลักษณะพิเศษ
กำแพงเมืองจีนมีความหมายทางประวัติศาสตร์ วัฒนธรรมและคุณค่าทางการท่องเที่ยวอย่างสูง  ผู้คนในจีนซึ่งรวมทั้งนักท่องเที่ยวทั้งจีนและต่างประเทศแม้กระทั่งผู้นำต่างประเทศด้วยมักจะกล่าวกันว่า ถ้า ไม่ได้ขึ้นกำแพงเมืองจีนก็ไม่ใช่ผู้กล้า กำแพงเมืองจีนหลายช่วงที่ได้รับการอนุรักษ์ค่อนข้างดี เช่น ป๋าต้าหลิ่ง ซือหม่าไถ มู่เถียนอี้ ด่านซานไห่กวน และด่านเจียอี้กวน เป็นต้นต่างก็เป็นแหล่งท่อง เที่ยวที่มีชื่อเสียงมาก มีนักท่องเที่ยวเดินทางไปเที่ยวกันสม่ำเสมอตลอดทั้งปี
เมื่อปี 1987 กำแพงเมืองจีนได้รับคัดเลือกให้เป็นมรดกโลกในฐานะที่เป็น สัญลักษณ์ของประชาชาติจีน

เขาหวงซัน

เขาหวงซัน



เขาหวงซัน เป็นเทือกเขาที่ทอดตัวอยู่ทางตอนใต้ของมณฑลอันฮุย ทางตะวันออกของสาธารณรัฐประชาชนจีน (ข้อมูล มรดกโลกทางวัฒนธรรมและธรรมชาติ ปี 1990)อาณาเขต : ประมาณ 1,200 ตร.กม.

         เขาหวงซันมีชื่อเก่าว่า อีซัน คำว่า อี หมายความว่าสีดำ การที่ภูเขาหวงซันได้ชื่อนี้ก็เพราะว่า หินบนภูเขาเป็นสีดำ ภายหลังในสมัยราชวงศ์ถัง รัชสมัยถังเทียนเป่าปีที่ 6 (ค.ศ.747) วันที่ 16 มิถุนายน เปลี่ยนชื่อเป็น ‘หวงซัน’ ซึ่งแปลว่า ‘ภูเหลือง’ ตามตำนานของกษัตริย์เหลือง ที่มาประทับบนเขานี้เพื่อบำเพ็ญตบะเป็นเซียน ในวันนี้จึงกลายเป็นวันเกิดของ เขาหวงซันในที่สุด
          เทือกเขาหวงซัน อยู่ในเขตอากาศโซนร้อนแถบเอเชีย ยอดเขามีความสูงเหนือระดับน้ำทะเล 1,864 เมตร เนื่องจากมีสภาพภูมิประเทศเป็นเขาสูงหุบลึก สภาพอากาศที่ตีน เขาและบนยอดเขามีการเปลี่ยนแปลงแตกต่างกัน ประกอบกับรัศมีการส่องของแสงอาทิตย์มายังเนินเขาทางทิศเหนือและใต้ ก็แตกต่างกันอย่างมาก ทำให้เกิดทัศนียภาพทะเลเมฆและหมอก ความชื้นสูง ปริมาณน้ำฝนสูง ซึ่งกลายเป็นลักษณะเฉพาะทางภูมิศาสตร์ของเขาหวงซัน ภายในอาณาบริเวณร่วม 1,200 ตร.กม. มีพื้นที่กว่า 154 ตร.กม.ซึ่งได้ชื่อว่าเป็น ‘หวงซัน 500 ลี้’ ซึ่งเป็นดินแดนสุดยอดของเขาหวงซัน อุดมด้วยความงามทั้ง 4 ประการ ได้แก่ ‘สนประหลาด(สนหวงซาน) หินพิสดาร มหัศจรรย์ทะเลเมฆ และแหล่งน้ำพุร้อน’ ที่ถือเป็นชื่อเสียงของเขา
หวงซันแห่งนี้

แหล่งวัฒนธรรมความเชื่อทางศาสนา
         เขาหวงซันกับความเชื่อทางศาสนามีความเกี่ยวเนื่องกันอย่างแนบแน่น จากบันทึกในสมัยราชวงศ์ถัง ที่กล่าวถึงตำนานในศาสนาเต๋า ที่กล่าวถึงการขึ้นเขามากลั่นยาอายุวัฒนะ หรือ การบำเพ็ญพรตเพื่อเป็นเซียนของกษัตริย์เหลือง รวมไปถึงนักพรตเต๋าอีกหลายท่าน ตำนานหลายเรื่องได้กลายเป็นที่มาของชื่อยอดเขาต่างๆบนเขาหวงซันในปัจจุบัน

          อารามเต๋าเก่าแก่ที่อยู่บนเขาหวงซัน คือ อารามฝูชิว อารามจิ่วหลง เป็นต้น ในปลายสมัยราชวงศ์ซ่ง นักพรตจางอิ่นขึ้นเขาหวงซันมาบำเพ็ญพรต ยังได้ริเริ่มก่อสร้างลานเต๋าซงกู่ขึ้น จนเมื่อปลายสมัยราชวงศ์หมิง ก็ไม่มีร่องรอยของกิจกรรมของศาสนาเต๋าบนเขาหวงซันอีกเลย

           ด้านศาสนาพุทธนั้น เข้ามาสู่ดินแดนเขาหวงซันเมื่อสมัยราชวงศ์ใต้(ราชวงศ์ใต้ราชวงศ์เหนือ ค.ศ.420-589) มีการสร้างวัดพุทธถึง 100 กว่าแห่ง โดยในจำนวนนี้มี วัดเสียงฝู วัด ฉือกวง และวัดชุ่ยเวย และวิหารจื้อปอฉาน เป็นวัดเก่าแก่ที่มีชื่อเสียง

            นอกจากนี้ยังมีมรดกทางด้านศิลปะวรรณกรรม ที่กล่าวถึงคุณค่าความงามตามธรรมชาติของเขาหวงซัน โดยเฉพาะช่วงเวลาราว 1,200 ปี นับตั้งแต่ยุคเฟื่องฟูของสมัยราชวงศ์ถัง(ค.ศ.618-907) มาจนถึงราชวงศ์ชิงตอนปลาย มีการสร้างผลงานการประพันธ์ของกวี และงานศิลปะภาพเขียนในแต่ละยุคสมัยอย่างต่อเนื่อง ศิลปะแขนงภาพเขียนทิวทัศน์มีอยู่ จำนวนมากจนรวบรวมเป็นกลุ่ม ‘ภาพเขียนสายหวงซัน’

            แหล่งน้ำพุร้อน สนประหลาด และขุนเขาในม่านเมฆ คำขวัญคู่เขาหวงซัน มรดกโลกทางวัฒนธรรมและธรรมชาติ อันดับที่ 7 ของจีน

            กล่าวกันว่าคู่รักที่มาเยือนเขาหวงซัน จะนำกุญแจมาด้วยคู่ละ2 อัน เมื่อขึ้นถึงยอดเขาจะคล้องแม่กุญแจไว้กับโซ่บนยอดนั้น แล้วโยนลูกกุญแจลงเขาไป เหมือนกับเป็นการให้ คำมั่นสัญญาระหว่างกันว่า ความรักของหนุ่มสาวจะยืนยงตลอดไป ถึงแม้ในความเป็นจริง คู่รักหลายคู่เมื่อลงจากหวงซันจะต้องมีอันจากพรากและเลิกร้างกันไป แต่เรื่องโรแมนติกนี้ยังเป็นที่นิยมปฏิบัติกันสืบมา ในกลุ่มคู่รักชาวจีนและชาว ต่างประเทศ ราวกับประเพณีที่อยู่คู่กับเขาหวงซันไปแล้ว และด้วยมนตร์ขลังของม่านเมฆ ไออุ่นของน้ำพุร้อน ฉากทิวไม้งามและหินประหลาดน่าฉงน และอำนาจของลมเย็นยะเยือก ที่ก่อตัวขึ้นเป็นบรรยากาศความโรแมนติกบนภู สูงนั่นก็เช่นกัน ที่ชวนให้ผู้มาเยือนหวงซันเคลิบเคลิ้มในห้วงรักไม่เสื่อมคลาย...

เขาไท่ซาน" มรดกโลกบนแผ่นดินมังกร

เขาไท่ซาน" มรดกโลกบนแผ่นดินมังกร


 ภูเขาไท่ซานตั้งอยู่ที่เมืองไท่อาน ในมณฑลซานตงทางภาคตะวันออกของจีน ไท่ซานเป็นภูเขาที่สำคัญที่สุดในบรรดาภูเขาสำคัญทั้ง 5 ลูกในประวัติศาสตร์จีน กษัตริย์ของราชวงต่างๆ ได้มาทำพิธีบางสรวงที่ภูเขาไท่ซานเป็นเวลา 2,000 ปีมาโดยตลอด นอกจากนี้ ไท่ซานยังเป็นสถานที่ก่อให้เกิดแรงบันดาลใจของศิลปินและนักวิชาการมาโดยตลอด เป็นสัญลักษณ์ของอารยธรรมและศรัทธาของจีนในสมัยโบราณ
       ในตำนานจีน มีเรื่องเล่าว่า สรรพสิ่งต่างๆรวมทั้งโลกหล้าฟ้าดิน ล้วนเกิดจากการสร้างสรรค์ของ"ผันกู่"ผู้มีฤทธิ์เดช ครั้นผันกู่สวรรคต ศีรษะ ร่างกายและแขนขาต่างก็กลายเป็นภูเขาศักดิ์สิทธิ์แห่งลัทธิเต๋า 5 ลูก ประกอบด้วย เขาไท่ซาน-มณฑลซันตง เขาเหิงซานเหนือ-มณฑลซันซี เขาเหิงซานใต้-มณฑลหูหนาน เขาหัวซาน-มณฑลซันซี และเขาซงซาน-มณฑลเหอหนาน(ข้อมูลขุนเขาทั้ง 5 อ้างอิงจาก หน้ามุมจีน เว็บไซต์ASTVผู้จัดการออนไลน์)
      
       สำหรับเขาไท่ซานนั้น เชื่อกันว่าเขาเป็นดังศีรษะของผันกู่ ซึ่งใช้เป็นสถานที่ประกอบพิธีบวงสรวง คารวะฟ้า ดิน และขุนเขาของจักรพรรดิในประวัติศาสตร์จีน นับตั้งแต่สมัยฉิน (221-202 ก่อนคริสตศักราช) ลงมาจนถึงฮั่นและหมิงรวม 72 รัชสมัย และยังเป็นแหล่งอารยธรรมอันรุ่งเรือง

ด้านความเชื่อและศาสนาในแผ่นดินจีน และเป็นที่แสวงบุญของนักพรตเต๋า ซึ่งเริ่มเข้ามาวางรากฐานในบริเวณเขาไท่ซานตั้งแต่สมัยจั้นกั๋ว โดยนักพรตผู้แสวงหาความสันโดษจะหลบมานั่งบำเพ็ญพรตตามถ้ำที่เขาไท่ซาน และพุทธศาสนายังได้แผ่ขยายเข้ามาสู่ดินแดนถิ่นนี้ ตั้งแต่กลางคริสต์ศตวรรษที่ 4 โดยในปี ค.ศ.351 ภิกษุผู้ใหญ่หลางกง เริ่มเข้ามาสร้างวัดหลางกงและวัดหลิงเหยียน ต่อมาเมื่อเข้าสู่สมัยราชวงศ์วุ่ยจิ้นเหนือใต้ มีการสร้างวัดขนาดใหญ่ เช่น วัดหุบเขาอี้ว์หวง วัดจิ้นเจ้า เป็นต้น นอกจากนี้ ยังปรากฏศิลาสลักพระไตรปิฎก ที่พวกแคว้นฉีทางเหนือทำขึ้น เรียก คัมภีร์จินกัง เป็นหลักฐานทางประวัติศาสตร์ชิ้นสำคัญ
      
       ภายหลังผ่านพ้นสมัยฉินและฮั่นไปแล้ว ศาสนาเฟื่องฟู วัดวาอารามก็มั่งคั่ง ที่เขาไท่ซานมีวัดเก่าแก่ที่ยังคงรักษาสภาพมาจนถึงปัจจุบันมากมาย เช่น วัดปี้เสียที่โด่งดัง วิหารหลงเฉวียน และสระเจ้าแม่หวังหมู่(วัดฉวินหวัง) ซึ่งสร้างขึ้นก่อน ค.ศ.220 เป็นวัดที่เก่าแก่ที่สุด
เขาไท่ซาน มีสภาพภูมิศาสตร์ทอดตัวยาวอยู่ท่ามกลางพื้นที่ราบสลับเนินเขาเตี้ยๆในมณฑลซานตง ถิ่นกำเนิดของท่านขงจื๊อ ปรัชญาเมธีของจีน ยอดเขาหลัก อี้ว์หวง หรือจักรพรรดิหยก มีความสูงเหนือระดับน้ำทะเล 1,545 เมตร ภูเขาไท่ซานถึงแม้จะไม่ใช่เทือกเขาที่มีความสูงมากนัก แต่ด้วยภูมิประเทศโดยรอบส่งให้เทือกเขาแห่งนี้โดดเด่นขึ้นเป็นแนวยาวทางตอนกลาง ราวกับเป็นกระดูกสันหลังของมณฑล
      
       ขุนเขาไท่ซานถือว่ายังมีความอุดมสมบูรณ์ เพราะมีพื้นที่ป่าปกคลุมถึง 80 % เป็นแหล่งทรัพยากรที่สมบูรณ์ และทรงคุณค่าทางชีววิทยา เนื่องจากอุดมด้วยพันธุ์พืชหายาก และพืชสมุนไพรกว่า 144 ตระกูล และด้วยร่องรอยการเคลื่อนตัวของเปลือกโลกที่ปรากฏ รวมถึงซากฟอสซิลที่ขุดพบบนเทือกเขาแห่งนี้ ยังมีประวัติศาสตร์ยาวนานกว่า 2,000 ล้านปี จึงเป็นแหล่งศึกษาทางธรณีวิทยาที่มีความสำคัญอย่างยิ่ง

      ความยิ่งใหญ่ ความทรงคุณค่าและความสง่างามและเขาไท่ซานนี้ เป็นสัญลักษณ์พิเศษที่มีความสำคัญต่อจิตใจของชาวจีนนับตั้งแต่อดีตโบราณกาลมาแล้ว ขนาดที่ว่าขงจื๊อยังเคยอุทานขึ้นว่า "โลกนี้หนอ ดูช่างเล็กลงไปถนัดใจ" เมื่อครั้งที่ได้ปีนขึ้นสู่ยอดเขาไท่ซาน และด้วยความงามทางสุนทรียศาสตร์ของเขาไท่ซาน จึงเป็นแหล่งจุดประกายและกำเนิดทางจิตวิญญาณของศิลปิน และนักคิดชาวจีนอีกด้วย และนอกจากขงจื้อแล้ว ตู้ฝู่ กวีเอกของจีนได้เขียนบทกลอนชื่นชมเขาไท่ซานไว้ว่า "เมื่ออยู่ยอดเขาไท่ซัน ขุนเขาอื่นช่างเตี้ยลงถนัดตา" นายกัว โม่โยะนักประพันธ์ชื่อดังคนหนึ่งในยุคปัจจุบันของจีน ก็ได้เคยกล่าวถึงเขาไท่ซานไว้ หลังจากที่ได้ปีนขึ้นเขาไท่ซานมาแล้วไว้ว่า "เขาไท่ซาน เป็นอีกมุมหนึ่งแห่งประวัติวัฒนธรรมของจีน"

      เรียกได้ว่าเขาไท่ซาน เป็นขุนเขาอันยิ่งใหญ่ที่น่าสนใจมาเที่ยวไม่น้อยเลย ซึ่งการเดินทางขึ้นสู่เขาไท่ซาน มีให้เลือกเดินทางแบบสบายๆ และแบบต้องใช้แรงกันสักหน่อย ถ้าอยากขึ้นเขาไท่ซานแบบสบายๆ และชมทิวทัศน์มุมสูงอันสวยงาม ก็จะมีกระเช้าให้บริการนั่งสบายๆ ขึ้นสู่ยอดเขาไท่ซานกัน แต่ถ้าใครอยากจะพิชิตเขาไท่ซานแบบภาคภูมิใจด้วยสองขาน้อยๆ ของตัวเอง ก็มีเส้นทางให้เดินขึ้นสู่ยอดเขาไท่ซาน ซึ่งจะได้สัมผัสกับทัศนียภาพอันงดงามไปตลอดทาง และได้ซึบซับกับความงดงามของขุนเขาอย่างเต็มอิ่ม

กุ้ยหลิน

กุ้ยหลิน



กุ้ยหลิน(Guilin)
เป็นหนึ่งในเมืองเอกของมณฑลกว่างซี มณฑลทางภาคใต้ของประเทศจีน ซึ่งมีพื้นที่ประมาณ 240,000 ตารางกิโลเมตร ทางทิศใต้ติดกับมณฑลหยุนหนัน ทางเหนือติด กับกุ้ยโจว ทางตะวันออกเฉียงเหนือติดกับหูหนัน ทางตะวันออกเฉียงใต้ ติดกับกว่างตง ทางใต้ติดกับอ่าวตังเกี๋ย และทางตะวันตกเฉียงใต้ติดกับ ประเทศเวียดนาม ลักษณะพื้นที่เป็นที่ราบแอ่งกระทะ และเทือกเขาขนาดเล็กที่ยาวคดเคี้ยวติดต่อกัน เทือกเขาสำคัญ ได้แก่ ภูเขาต้าหมิงซันและต้าเหยาซัน เป็นต้น นอกจากนี้ยังเป็นเขตหินปูนขาวที่ครอบคลุมพื้นที่ครึ่งหนึ่งของประเทศ ด้วยเหตุนี้เองจึงมีถ้ำหินปูนอยู่มากมาย สภาพอากาศเป็นแบบเขตร้อน โดยทางเหนือเป็นเขตร้อนแถบเอเชียกลาง ทางใต้เป็นเขตร้อนแถบเอเชียใต้ อุณหภูมิเฉลี่ย 16-23 องศาเซลเซียส มีฝนตกชุก ฤดูร้อนยาวนานกว่าฤดูหนาว อุณหภูมิสูงสุดในเดือนกรกฎาคม ประมาณ 27-29 องศาเซลเซียส และต่ำสุดในเดือนมกราคมประมาณ 5.5-15.2 องศาเซลเซียส ปริมาณน้ำฝนเฉลี่ย 1,000-2,800 มิลลิเมตรต่อปี

อุทยานแห่งชาติจิ่วไจ้โกว

อุทยานแห่งชาติจิ่วไจ้โกว


อุทยานแห่งชาติจิ่วไจ้โกว


จิ่วไจ้โกว (Jiuzhaigou) แปลว่าลำธารแห่งหมู่บ้านทั้งเก้า ที่มีมาจากหมู่บ้านชาวทิเบตทั้งเก้าที่ตั้งเรียงรายตามริมธารในหุบเขาแห่งนี้ จิ่วไจ้โกวตั้งอยู่ในจุดศูนย์กลางของแผ่นดินจีน โดยอยู่บนเทือกเขาบริเวณชายขอบที่ราบสูงชิงไห่-ทิเบต ตอนเหนือของมณฑลเสฉวนห่างจากเมืองเฉิงตูประมาณ 430 กิโลเมตร จิ่วไจ้โกวถูกค้นพบโดยคนตัดไม่ที่บุกป่าฝ่าขุนเขาขึ้นไปแล้วบอกต่อกันปากต่อปาก ในที่สุดรัฐบาลก็ทราบและดำเนินการเสนอต่อองค์การยูเนสโกให้ประกาศขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลกทางธรรมชาติเมื่อปี พ.ศ. 2535
ความโดดเด่นของอุทยานฯจิ่งไจ้โกว มีทั้งหมด 5 สิ่งที่ไม่ควรพลาดชมคือ ภูเขาหิมะ ทะเลสาบสีเขียวมรกต ป่าเปลี่ยนสี น้ำตกใหญ่ และหมู่บ้านทิเบต

รู้จักข้อมูลทั่วไปของประเทศจีน

รู้จักข้อมูลทั่วไปของประเทศจีน



ชื่ออย่างเป็นทางการสาธารณรัฐประชาชนจีน (จีน: 中华人民共和国; พินอิน: Zhōnghuá Rénmín Gònghéguó;
อังกฤษ: People's Republic of China (PRC))

ที่ตั้งตั้ง อยู่ด้านตะวันออกของทวีปเอเชีย มีพื้นที่ 9.6 ล้านตารางกิโลเมตร นับว่าใหญ่ที่สุดของทวีปเอเชีย มีพรมแดน
ติดต่อประเทศต่าง ๆ โดยรอบ 15 ประเทศ ได้แก่ เกาหลีเหนือ รัสเซีย มองโกเลีย คาซัคสถาน เคอร์กิซสถาน
ทาจิกิสถาน อัฟกานิสถาน ปากีสถาน อินเดีย เนปาล สิกขิม ภูฏาน พม่า ลาว และเวียดนาม โดยมีเส้นพรมแดน
ทางบกยาวกว่า 2 หมื่นกิโลเมตร ขณะที่ทิศตะวันออกและทิศใต้จรดทะเลเหลือง ทะเลจีนตะวันออก และทะเลจีนใต้
ประชากร ประมาณ 13.82 ล้านคน (ค.ศ. 2000)

เมืองหลวงปักกิ่งหรือเป่ยจิง (ภาษาจีน: 北京, พินอิน: Běijīng) ตั้งอยู่ทางภาคตะวันออกเฉียงเหนือของประเทศ เป็นศูนย์
กลางการปกครองของประเทศ ศูนย์กลางด้านเศรษฐกิจการค้า วิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และวัฒนธรรม เป็นที่ตั้ง
ของสถานเอกอัครราชทูตต่างๆ หน่วยงานของสหประชาชาติ และองค์การระหว่างประเทศ สำนักข่าวจากต่าง
ประเทศ รวมทั้งบริษัทต่างชาติจำนวนมาก

รูปแบบการปกครองสถาปนา ประเทศเมื่อวันที่ 1 ตุลาคม พ.ศ.2492 (1949) มีพรรคคอมมิวนิสต์จีน(อังกฤษ : Communist Party of
China (CPC) หรือ Chinese Communist Party (CCP), จีนตัวย่อ : 中国共产党, จีนตัวเต็ม : 中國共產黨)
ดำเนิน การปกครองประเทศตามแนวทางพื้นฐานของลัทธิมาร์กซ์-เลนิน และความคิดเหมา เจ๋อตง โดยประยุกต์
เข้ากับแนวทฤษฎีการสร้างสรรค์ความทันสมัยให้แก่ระบอบสังคมนิยม ของนายเติ้ง เสี่ยวผิง พรรคคอมมิวนิสต์จีน
เป็นแกนนำในการปกครอง โดยมีพรรคการเมืองอื่นอีก 8 พรรค เป็นแนวร่วม ภายใต้การปกครองในลักษณะ
สังคมนิยมที่มีเอกลักษณ์เฉพาะแบบจีน


ธงชาติ ธง ชาติจีนเป็นรูปดาวสีเหลือง 5 ดวงบนพื้นสีแดง ดาวดวงใหญ่หมายถึงพรรคคอมมิวนิสต์จีนซึ่งเป็นผู้นำ ดาวเล็ก
ทั้ง 4 ดวง หมายถึง ชนชั้น ที่ประกอบขึ้นเป็นสังคมจีน คือ ชนชั้นกรรมกร ชนชั้นชาวนา ชนชั้นนายทุนน้อย และ
ชนชั้นนายทุนแห่งชาติ ซึ่งมีความหมายถึงเอกภาพของประชาชนจีนทุกชนชั้นภายใต้การนำของพรรค คอมมิวนิสต์จีน

ชนชาติ มี ชนชาติต่าง ๆ อยู่รวมกัน 56 ชนชาติ โดยเป็นชาวฮั่น ร้อยละ 93.3 ที่เหลือเป็นชนกลุ่มน้อยอื่นๆ ที่สำคัญ ได้แก่
ชนเผ่าจ้วง ซึ่งส่วนใหญ่อยู่ในเขตปกครองตนเองกวางสีและมณฑลยูนนาน ชนเผ่าหุยในมณฑลหนิงเซี่ยและกานซู
ชนเผ่าอุยกูร์ในมณฑลซินเกียง ชนเผ่าหยีในมณฑลเสฉวน ชนเผ่าทิเบตในเขตปกครองตนเองทิเบตและมณฑล
ชิงไห่ ชนเผ่าแม้วในมณฑลยูนนานและกุ้ยโจว ชนเผ่าแมนจู ในมณฑลทางภาคตะวันออกเฉียงเหนือ
ชนเผ่ามองโกลในเขตปกครองตนเองมองโกเลียในและซินเจียง ชนเผ่าไตหรือไทในมณฑลยูนนาน และชนเผ่า
เกาซันในไต้หวัน

ภาษาภาษา จีนกลาง (ผู่ทงฮว้า普通话) เป็นภาษาราชการ ชาวจีนในมณฑลต่างๆ มีภาษาพูดท้องถิ่นที่แตกต่างกัน
เช่น เสฉวน หูหนาน แต้จิ๋ว ไหหลำ กวางตุ้ง ฮกเกี้ยน ฮักกา และเซี่ยงไฮ้ เป็นต้น และการออกเสียงภาษา
จีนกลางก็มีสำเนียงเพี้ยนไปตามท้องถิ่น

ศาสนา ไม่มีศาสนาประจำชาติ แต่ลัทธิขงจื้อ เต๋า พุทธ อิสลาม และคริสต์ โดยเฉพาะความคิดลัทธิขงจื้อและเต๋ามี
อิทธิพลหยั่งรากลึกซึ้งในภาษาและ วัฒนธรรมของจีนมานับพันๆ ปี

เงินสกุล เงิน จีนใช้เงินสกุล "หยวน" หรือ "เหรินมินปี้-RMB"(人民币)โดยมีหน่วยเรียกเป็น "หยวน" (元)
อัตราแลก เปลี่ยน 1 หยวน = 10 เหมา หรือ 100 เฟิน
10 เฟิน = 1 เหมา หรือ เจียว
10 เหมา หรือ เจียว = 1 หยวน (1 หยวน = 5 บาท โดยประมาณ)
1 หยวน เท่ากับ 5 บาท